หากคุณเคยประสบกับปัญหาอาการ วิ่งแล้วเกิดจุกท้อง แล้วละก็ ต้องไม่พลาดกับบทความของเราในวันนี้ที่ได้รวบรวมปัญหา วิ่งแล้วจุกเสียดท้อง เกิดจากอะไร มีวิธีแก้ไขอย่างไร มาฝากทุกๆ คน ซึ่งการวิ่งก็เป็นกีฬาหรือการออกกำลังกายชนิดหนึ่งที่ฮิตสุดๆ ของคนในปัจจุบัน แต่หากคุณกำลังวิ่งอยู่แล้วเกิดจุกท้องขึ้นมา ก็อาจจะทำให้เลิกออกกำลังกายด้วยวิธีการวิ่งไปเลย เนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้คุณทรมานเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเกิดอาการจุกท้อง ก็ต้องมีการแก้ไขและป้องกัน เพื่อให้การวิ่งของเราเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะมีวิธีแก้อย่างไร ตามไปดูกันเลย

วิ่งแล้วจุกท้อง เกิดจากอะไร?

สำหรับอาการจุกท้องหรือเสียดท้องบริเวณท้องน้อยที่เกิดขึ้นนั้น อาจเกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย แต่จุดที่พบบ่อยจะเป็นใต้ซี่โครงขวา โดยอาการจุก มักเกิดขึ้นกับกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งการวิ่งก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะขณะที่เราวิ่งจะมีการย่ำเท้าขึ้นลงอย่างหนักไปที่พื้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังหายใจออก ส่งผลให้เราต้องหายใจเร็วขึ้น ถี่ขึ้น ทำให้กะบังลมของเราต้องทำงานหนักขึ้นเช่นเดียวกัน จนทำให้มันเกิดอาการเกร็ง และกลายเป็นตะคริว หรือที่เราเรียกกันว่า อาการจุกเสียด นั่นเอง

วิ่งแล้วจุกท้อง เกิดจากอะไร

วิ่งแล้วจุกท้อง มีวิธีแก้ไขอย่างไร?

1. สูดหายใจให้ลึกขึ้น

เริ่มกันที่วิธีแก้ปัญหาแรกสำหรับนักวิ่งที่ไม่ค่อยฟิต เพราะจำเป็นต้องหายใจอย่างรวดเร็วเกินกว่าลิมิตของร่างกาย เมื่อมีการเร่งความเร็วในการวิ่ง ทำให้เกิดภาวะหายใจไม่ทัน กะบังลมจะเกิดการเกร็งและเกิดการจุกที่ท้อง ดังนั้นการหายใจที่ถูกต้องคือเข้าทางจมูก และปล่อยลมหายใจออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปาก โดยต้องฝึกหายใจเช่นนี้จนเป็นธรรมชาติ เพื่อจะไม่ทำให้เกิดอาการจุกท้องได้ง่ายเช่นเดิม

2. วอร์มอัพก่อนออกวิ่ง

การเล่นกีฬาหรืออกกำลังกาย ไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอคือการวอร์มอัพร่างกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนที่จะใช้แรงหรือกล้ามเนื้อมากๆ ด้วย ดังนั้นการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่แข็งแรงหรือเพิ่งหัดออกกำลังกายก็ตาม ต้องทำเป็นประจำอยู่เสมอ

ซึ่งเราสามารถไปดูกันว่า อบอุ่นร่างกายก่อนเล่นกีฬา สิ่งสำคัญที่ต้องทำ เพราะหากไม่มีการอบอุ่นร่างกายแล้วละก็ อาจจะทำให้มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บ อย่างการจุกท้องนั้นเอง รวมทั้งกีฬาอื่น ๆ ก็อาจจะได้รับอันตรายอื่น ๆ ตามมาด้วย

 วอร์มอัพก่อนออกวิ่ง

3. ฝึกวิ่งให้บ่อยขึ้น

การฝึกวิ่งอยู่เป็นประจำจะช่วยให้มีร่างกายและหัวใจที่แข็งแรงขึ้น จะส่งผลทำให้การหายใจระหว่างวิ่งได้นานและไม่เกิดอาการจุกท้องขึ้น ซึ่งถ้าหายใจไม่ค่อยทันแสดงว่าวิ่งเร็วเกินไป ก็คงต้องผ่อน คือลดความเร็วลง ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาความเร็วและระยะเวลาให้เหมาะ ซึ่งจะมีผลกับการเต้นของหัวใจด้วย

4. ลองวิ่งนับจังหวะ

ในการวิ่งตามปกติแล้วเมื่อวิ่งไปได้สักพักจังหวะการหายใจจะปรับเข้ากับจังหวะการวิ่งเอง แต่ถ้ายังรู้สึกไม่เป็นปกติก็สามารถฝึกหายใจพร้อมกับนับก้าววิ่งได้ โดยอาจจะเป็นหายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็ปรับตามที่ตัวเองรู้สึกสบายได้เลย

ลองวิ่งนับจังหวะ

5. วิ่งให้หลังตรง

อาการจุกท้องมักจะเกิดในคนหลังค่อมมากกว่าคนที่เดิน ยืน หรือวิ่งหลังตรง ดังนั้นจึงต้องมีการปรับท่าทางการวิ่งโดยให้หลังช่วงบนตั้งตรงมากขึ้น

6. ค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว

การวิ่งควรที่จะค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็วลงตามความเหมาะสมของร่างกายตัวเอง เพราะหากยิ่งฝืนการหายใจยิ่งผิดปกติ ทำให้หายใจไม่ทันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความทรมานจากอาการจุกเสียดมากขึ้นด้วย หรืออาจจะทำให้อาเจียนได้

ค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว

7. ควรเลี่ยงอาหารหนัก และน้ำอัดลม

ปิดท้ายกันด้วยการที่เราจะออกมาวิ่ง ไม่ควรที่จะรับประทานอาหารมื้อใหญ่ภายใน 2 ชั่วโมงก่อนวิ่ง (3-4 ชั่วโมง สำหรับคนที่เกิดอาการบ่อยครั้ง) และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากอย่างแป้ง พวกถั่ว รวมทั้งน้ำอัดลมยิ่งเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมาก จนทำให้จุกท้องนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างได้รู้จัก วิธีแก้ไขอาการจุกท้องขณะวิ่ง กันไปแล้ว ซึ่งหากคุณกำลังวิ่งแล้วเกิดอาการจุกท้องขึ้น ก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูได้ เพื่อให้การวิ่งของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหารบกวนใจ

ทั้งนี้ สำหรับ กีฬาเพื่อสุขภาพ เลือกกีฬาที่ชอบ เล่นกีฬาที่ใช่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน โดยเราควรเลือกเล่นกีฬาที่เหมาะสมกับร่างกาย และความชอบของตัวเอง เพื่อให้การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายนั้นๆ ได้ประสิทธิภาพ และทำให้มีความสุขขณะที่เล่นด้วย